ชีวิตพิสดารสัตว์โลก



สุนันทา สังข์สุข รหัส 4111152

ชีวิตพิสดารสัตว์โลก




กบจำศีล

ทั่วทุกโลกของเรามีกบพันธ์ต่างๆ อยู่ประมาณ 30 ชนิด กบชนิดที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด ได้แก่ กบชนิดตัวโต (บลูฟร็อก) กบเสือดาว(เลียเพิดฟร็อก) และ กบไม้(วู้ดฟร็อก) กบแต่ละชนิดมีความแกตต่างกันออกไปอย่างมาก ทั้งรูปร่าง สี และ ขนาด กบต้นไม้ บางชนิดมีขนาดไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร ส่วนกบเสือดาวจะมีขนาดประมาณ 5-10 เซนติเมตร บลูฟร็อกหรือชนิดตัวโตจะมีความยาว ถึง 20 เซนติเมตร และมีขาที่ยาวมากถึง 25 เซนติเมตร เมื่อกบโตเต็มที่ผิวจะเป็นสีเขียวเข้มข้น หรือสีน้ำตาลทำให้คนมองเห็นตัวมันได้ยากตามฝั่ง แม่น้ำที่เป็นโคลนหรือตามกอหญ้า ช่วงฤดูหนาวในชนบทภาคเหนือของอังกฤษ กบบางตัวจะดำน้ำลงไปในสระฝังตัวลงไปในโคลน และ อยู่ในโคลน ไปตลอดฤดูหนาวถึงแม้ว่าอากาศในฤดูหนาวจะมีความหนาวสักเพียงใดก็ตาม แต่น้ำใสระก็จะไม่จับตัวแข็งเป็นก้อน ทำให้กบสามารถอาศัยอยู่ในโคลน โดยไม่แข็งตาย กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จัดอย่ในกลุ่มสัตว์เลือดเย้นที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก เมื่อสัตว์เลือดเย็นเกิดอาการหนาวขึ้นมามัน จะต้องการออกซิเจนน้อยมาก ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปเผาผลาญอาหารมาก และนี่ก็คือคำอธิบายว่า ทำไมกบจึงสามารถอยู่ใต้น้ำได้ตลอดช่วง ฤดูหนาว โดยไม่ต้องหายใจเอาอากาสเข้าไป ในน้ำจะมีออกซิเจนอยู่เพียงจำนวนน้อยนิดที่กบมันต้องการในช่วงฤดูหนาว โดยผ่านทางผิวหนังของมัน นั่นเองตลอดช่วงฤดูหนาวกบจะมีชีวิตอยู่ในโพรงริมฝั่งแม่น้ำที่มีดินอ่อนนุ่ม หรืออาจจะฝังตัวอยู่ใต้ก้อนหินและดินที่มีโพรงหลวม ๆ ก็ได้ ลักษณะ อาการดังกล่าวเราเรียกว่า "กบจำศีล" รู้ไหมว่า มีกบบางชนิดที่อาศัยอย่ตามต้นไม้ กบต้นไม้ชนิดนี้ปกติจะมีขนาดลำตัวเล็กมาก และที่เท้าก็มีพังผืด เป็นแผ่นเหนียวช่วยให้มันปีนป่ายต้นไม้ได้อย่างสบาย





กบฟักไข่
กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มันอาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ แต่ในฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูวางไข่ของกบ กบจะอยู่ในน้ำเท่านั้น กบจะเลือกที่สงบ บริเวณขอบสระหรือทะเลสาบขนาดเล็ก ในระดับความลึกประมาณ 1 ฟุต หรือน้อยกว่านั้น ในตอนกลางคืนหรือตอนเช้าตรู่กบตัวเมียจะวางไข่ที่ห่อหุ้ม ด้วยวุ้นหนาเกาะติดกับพืชบางชนิดในสระน้ำ กบขนาดเล็กจะวางไข่ตั้งแต่ 1,000-3,000 ฟองตัวใหญ่ 6,000-8,000 ฟอง แต่ละฟองมีลักษณะกลม ด้านบนสีดำ ด้านล่างสีอ่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตรเมื่อวางครั้งแรกขนาดของกลุ่มไข่จะมีขนาดใหญ่เกือบจะเท่ากับถ้วยน้ำชา หลังจากนั้น 2-3 วัน หรืออาจจะหลายสัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของกบ ไข่เหล่านั้นจะฟักเป็นลูกอ๊อดออกมาว่ายน้ำ มันจะมีหางคล้ายคลีบของปลา และมีเหงือกสำหรับหายใจ ต่อมา 8 สัปดาห์ แขนขามันก็จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นรวมทั้งปอด

ขาหลังของกบจะงอกขึ้นมาก่อน ส่วนขาหน้าจะงอกขึ้นเมื่อกบพัฒนารูปร่างของมันเกือบจะเต็มที่แล้ว กบจะใช้เวลา 3 เดือน พัฒนาเป็นตัว กบอย่างที่เราเห็น ๆ กัน นอกจากหางที่ยังเหลืออยู่






นกกระจอกเทศ

เรารู้สึกถึงแรงดึงดูดของโลกขณะที่อยู่ในอากาศได้มากกว่าอยู่บนพื้นดินเสียอีก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอากาศสามารถพยุงน้ำหนักของตัวของสัตว์ โลกได้น้อย มีเพียงนกตัวเล็ก ๆ เท่านั้นที่สามารถบินพยุงตัวอยู่ในอากาศได้เป็นการกระพือปีก โดยมีกล้ามเนื้อหน้าอกขนาดใหญ่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วย ในการบิน นกตัวใหญ่ ๆ ไม่มีกล้ามเนื้อช่วยบินที่กล่าวมาทำให้มันไม่สามารถบินลอยตัวอยู่ในอากาศได้เช่นนกทั่วไป นกยักษ์เหล่านี้ ได้แก่ นกกระจอกเทศ , นกกระจอกเทศอเมริกาใต้ และนกอีมูของออสเตรเลีย รวมทั้งนอกใหญ่อีกบางชนิด นกกระจอกเทศเป็นนกยักษ์ที่ ใหญ่ที่สุดเมื่อมันเติบโตเต็มที่จะมีความสูงถึง 2 เมตร และบางทีอาจสูงถึง 2.5 เมตร น้ำหนักตัวตั้งแต่ 70 ถึง 135 กิโลกรัม ถึงแม้ว่านกยักษ์เหล่านี้ จะไม่สามารถบินได้ แต่มันมีความสามารถพิเศษคือ สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูง เชื่อกันว่านกกระจอกเทศเป็นนักวิ่งที่ได้เร็วที่สุด มันมีขายาว ,หนา แข็งแรง มันสามารถวิ่งข้ามทะเลทรายได้เร็วยิ่งกว่าม้าพันธุ์อาหรับที่นับว่าวิ่งได้อย่างรวดเร็วเสียอีก

บางคนอ่างว่า เขาเคยเห็นเจ้านกกระจอกเทศวิ่งด้วยความเร็วถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่นักชีววิทยาเชื่อกันว่า นกกระจอกเทศวิ่งได้เร็วที่สุด 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็ยังนับได้ว่าเร็วมากแล้ว ขณะที่นกกระจอกเทศวิ่งแต่ละก้าวของมันสามารถก้าวไปได้ไกลถึง 8.5 เมตร






เรดาร์ค้างคาว

ค้างคาวส่วนมากกระฉับกระเฉงเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้น และเป็นสัตว์ที่ออกหากินในตอนกลางคืน มนุษย์ที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับค้างคาวล้วนประหลาดใจว่า พวกมันบินไปในความมืดมิดแล้วจับเหงื่อมาเป็นอาหาร ได้อย่างไร

หลายคนมักจะคิดว่าค้างคาวมีสายตาที่เฉียบคมเป็นพิเศษ ทำให้สามารถมองเห็นได้ในความมืด แต่บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ค้างคาว ไม่ได้ใช้สายตาจับทิศทางที่มันบินไปกลับขึ้นอยู่ที่ประสาทการรับฟัง(หู) ของมันต่างหาก ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2323 นักสัตวศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ สปอลลันซานี ได้ทำการทดลองโดยการผูกตาค้างคาวจำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยให้มันบินเข้าไปในห้องที่มีด้านขึงรุงรังเต็มไปหมด แต่ค้างคาวก็สามารถ บินฝ่าไปได้อย่างสบายโดยไม่ชนเส้นด้ายแต่เมื่อเอาอะไรอุดหูของมันไว้ มันจะบินเข้าไปชนด้ายพันนัวเนียไปหมด เขาจึงค้นพบว่า ค้างคาวใช้ประสาทหู แทนประสาทตา ในการคลำหาทิศทางในความมืด ใน พ.ศ. 2463 นักวิทยาศาสตร์เสนอแนวความคิดว่า ค้างคาวส่งคลื่นสัญญาณซึ่งมนุษย์ไม่สามารถ ได้ยินได้ออกไป นั่นคือ คลื่นเสียงอุลตร้าโซนิก พ.ศ 2484 นักวิทยาศาสตร์ 2 คน ได้ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดใหม่ตรวจจับเสียงอุลตร้าโซนิก ที่ค้างคาวปล่อยออกไป

เครื่องมือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ค้างคาวได้ส่งเสียงร้องที่มีคลื่นความถึ่สูงออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มันบินฝ่าไปในเขตเส้นด้ายที่พันกัน วกวนไปมาในที่มืด เมื่อนำเทปมาปิดปากไว้ทำให้ค้างคาวไม่สามารถปล่อยคลื่นเสียงออกไปได้ มันจึงบินไปอย่างสะเปะสะปะชนกับเส้นด้ายที่ขึงไว้

ค้างคาวจะส่งสัญญาณออกไป เสียงร้องที่มีความถึ่สูงจะไปกระทบกับวัตถุที่อยู่ในเส้นทางของมันแล้วก็สะท้อนกลับมา ค้างคาวใช้เสียงสะท้อน หาจุดที่ตั้งของวัตถุต่าง ๆ ในที่มืด นักวิทยาศาสตร์เรียกคลื่นเสียงนี้ว่า "เสียงสะทอ้นหาตำแหน่ง" ซึ่งก็คล้ายกับระบบเรดาร์ของมนุษย์


งูหางกระดิ่ง

นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า ปัจจุบันมีงูประมาณ 3,000-5,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีอยู่ 10-15% ที่เป็นงูพิษ มันจะทำให้เหยื่องุนงงหรือถึงแก่ ความตายได้ ด้วยพิษของมัน งูหางกระดิ่งนับเป็นงูพิษชนิดหนึ่งเช่นกัน งูหางกระดิ่งจัดอยู่ในกลุ่มงูพิษชนิดที่มี"หลุม" เพราะบนหัวของมันจะมี ลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย ยังเป็นส่วนที่ทำให้งูพิษว่ามีสัตว์ เลือดอุ่นกำลังย่างกรายเข้ามาในบริเซรที่มันอยู่ แม้แต่ในความมืดก็ตาม

ระบบคายพิษของงูมีความซับซ้อนเขึ้ยวของมันมีความยาวมาก แต่ละเขี้ยวติดอยู่กับขากรรไกรด้านบนขนาดสั้นมาก และสามารถที่จะบยับหมุน ได้เมื่องูหุบปากกระดูกขากรรไกรจะขยับหมุนให้เขี้ยววางราบไปตามความยาวดภายในปาก และเพื่อให้ปากสามารถหุบลงมาได้ เมื่องูอ้าปากเพื่อจู่โจม สัตว์ กระดูกบริเวณขากรรไกรจะถูกพลิกไปด้านหน้า ทำให้เขี้ยวอยู่ตรงมุมด้านขวาของลำคอ พิษที่งูฉีดเข้าไปในเหยื่อของมัน ด้วยการใช้เขี้ยวฉกกัด จะเป็นอันตรายกัลเซลล์โลหิตและเส้นโลหิต โดยอาจทำให้อาการบวมและมีโลหิตไหลออกมามาก พิษของงูบางชนิด เช่น งูหางกระดิ่งอเมริกาใต้ จะทำ อันตรายต่อระบบประสาทอีกด้วย งูหางกระดิ่งมีเฉพาะในทวีปอเมริกาเท่านั้น และมีประมาณ 30 ชนิด เสียงกระดิ่งของมันเกิดจากผิวหนังแห้ง ๆ ขด เป็นวงแหวนหลายวงล็อคติดกันอย่างหลวม ๆ ที่หาง เมื่อมันสั่นหางเวลาที่ตื่นเต้นผิวหนังที่เป็นวงแหวนนี้จะเสียดสีกันทำให้เกิดเสียงคล้ายกับเคาะอะไร ทุกอย่างบางทีก็ตั้งหึ่ง ๆ ซึ่งเป็นการเตือนสัตว์ที่กำลังเข้ามาใกล้ให้รีบหลบหนีไปด้วย