

ขาหลังของกบจะงอกขึ้นมาก่อน ส่วนขาหน้าจะงอกขึ้นเมื่อกบพัฒนารูปร่างของมันเกือบจะเต็มที่แล้ว กบจะใช้เวลา 3 เดือน พัฒนาเป็นตัว กบอย่างที่เราเห็น ๆ กัน นอกจากหางที่ยังเหลืออยู่

บางคนอ่างว่า เขาเคยเห็นเจ้านกกระจอกเทศวิ่งด้วยความเร็วถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่นักชีววิทยาเชื่อกันว่า นกกระจอกเทศวิ่งได้เร็วที่สุด 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็ยังนับได้ว่าเร็วมากแล้ว ขณะที่นกกระจอกเทศวิ่งแต่ละก้าวของมันสามารถก้าวไปได้ไกลถึง 8.5 เมตร

ค้างคาวส่วนมากกระฉับกระเฉงเฉพาะช่วงกลางคืนเท่านั้น และเป็นสัตว์ที่ออกหากินในตอนกลางคืน
มนุษย์ที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับค้างคาวล้วนประหลาดใจว่า พวกมันบินไปในความมืดมิดแล้วจับเหงื่อมาเป็นอาหาร ได้อย่างไร
หลายคนมักจะคิดว่าค้างคาวมีสายตาที่เฉียบคมเป็นพิเศษ ทำให้สามารถมองเห็นได้ในความมืด แต่บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ค้างคาว
ไม่ได้ใช้สายตาจับทิศทางที่มันบินไปกลับขึ้นอยู่ที่ประสาทการรับฟัง(หู) ของมันต่างหาก ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2323 นักสัตวศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ
สปอลลันซานี ได้ทำการทดลองโดยการผูกตาค้างคาวจำนวนหนึ่ง แล้วปล่อยให้มันบินเข้าไปในห้องที่มีด้านขึงรุงรังเต็มไปหมด แต่ค้างคาวก็สามารถ
บินฝ่าไปได้อย่างสบายโดยไม่ชนเส้นด้ายแต่เมื่อเอาอะไรอุดหูของมันไว้ มันจะบินเข้าไปชนด้ายพันนัวเนียไปหมด เขาจึงค้นพบว่า ค้างคาวใช้ประสาทหู
แทนประสาทตา ในการคลำหาทิศทางในความมืด ใน พ.ศ. 2463 นักวิทยาศาสตร์เสนอแนวความคิดว่า ค้างคาวส่งคลื่นสัญญาณซึ่งมนุษย์ไม่สามารถ
ได้ยินได้ออกไป นั่นคือ คลื่นเสียงอุลตร้าโซนิก พ.ศ 2484 นักวิทยาศาสตร์ 2 คน ได้ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดใหม่ตรวจจับเสียงอุลตร้าโซนิก
ที่ค้างคาวปล่อยออกไป
เครื่องมือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ค้างคาวได้ส่งเสียงร้องที่มีคลื่นความถึ่สูงออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มันบินฝ่าไปในเขตเส้นด้ายที่พันกัน
วกวนไปมาในที่มืด เมื่อนำเทปมาปิดปากไว้ทำให้ค้างคาวไม่สามารถปล่อยคลื่นเสียงออกไปได้ มันจึงบินไปอย่างสะเปะสะปะชนกับเส้นด้ายที่ขึงไว้
ค้างคาวจะส่งสัญญาณออกไป เสียงร้องที่มีความถึ่สูงจะไปกระทบกับวัตถุที่อยู่ในเส้นทางของมันแล้วก็สะท้อนกลับมา ค้างคาวใช้เสียงสะท้อน
หาจุดที่ตั้งของวัตถุต่าง ๆ ในที่มืด นักวิทยาศาสตร์เรียกคลื่นเสียงนี้ว่า "เสียงสะทอ้นหาตำแหน่ง" ซึ่งก็คล้ายกับระบบเรดาร์ของมนุษย์
นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า ปัจจุบันมีงูประมาณ 3,000-5,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีอยู่ 10-15% ที่เป็นงูพิษ มันจะทำให้เหยื่องุนงงหรือถึงแก่
ความตายได้ ด้วยพิษของมัน งูหางกระดิ่งนับเป็นงูพิษชนิดหนึ่งเช่นกัน งูหางกระดิ่งจัดอยู่ในกลุ่มงูพิษชนิดที่มี"หลุม" เพราะบนหัวของมันจะมี
ลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย ยังเป็นส่วนที่ทำให้งูพิษว่ามีสัตว์
เลือดอุ่นกำลังย่างกรายเข้ามาในบริเซรที่มันอยู่ แม้แต่ในความมืดก็ตาม
ระบบคายพิษของงูมีความซับซ้อนเขึ้ยวของมันมีความยาวมาก แต่ละเขี้ยวติดอยู่กับขากรรไกรด้านบนขนาดสั้นมาก และสามารถที่จะบยับหมุน
ได้เมื่องูหุบปากกระดูกขากรรไกรจะขยับหมุนให้เขี้ยววางราบไปตามความยาวดภายในปาก และเพื่อให้ปากสามารถหุบลงมาได้ เมื่องูอ้าปากเพื่อจู่โจม
สัตว์ กระดูกบริเวณขากรรไกรจะถูกพลิกไปด้านหน้า ทำให้เขี้ยวอยู่ตรงมุมด้านขวาของลำคอ พิษที่งูฉีดเข้าไปในเหยื่อของมัน ด้วยการใช้เขี้ยวฉกกัด
จะเป็นอันตรายกัลเซลล์โลหิตและเส้นโลหิต โดยอาจทำให้อาการบวมและมีโลหิตไหลออกมามาก พิษของงูบางชนิด เช่น งูหางกระดิ่งอเมริกาใต้ จะทำ
อันตรายต่อระบบประสาทอีกด้วย งูหางกระดิ่งมีเฉพาะในทวีปอเมริกาเท่านั้น และมีประมาณ 30 ชนิด เสียงกระดิ่งของมันเกิดจากผิวหนังแห้ง ๆ ขด
เป็นวงแหวนหลายวงล็อคติดกันอย่างหลวม ๆ ที่หาง เมื่อมันสั่นหางเวลาที่ตื่นเต้นผิวหนังที่เป็นวงแหวนนี้จะเสียดสีกันทำให้เกิดเสียงคล้ายกับเคาะอะไร
ทุกอย่างบางทีก็ตั้งหึ่ง ๆ ซึ่งเป็นการเตือนสัตว์ที่กำลังเข้ามาใกล้ให้รีบหลบหนีไปด้วย

